Skip to main content

รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 1/2563 (ฉบับย่อ)

               ในไตรมาส 1/2563 บริษัท มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,238.61 ล้านบาท ลดลง 117.49 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.66 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยที่รายได้ส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 65.64) มาจากการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศและรายได้จากการขายของบริษัทในเครือในต่างประเทศ (พม่า,อังกฤษและออสเตรเลีย)โดยในไตรมาสนี้ บริษัทมีกำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.92 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากกำไร (ขาดทุน) สุทธิ (19.84) ล้านบาท ณ ไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา  โดยบริษัทมีอัตราส่วนกำไร(ขาดทุน) ต่อรายได้ร้อยละ 0.07 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ (1.45) เนื่องจากปัจจัยหลัก ๆ หลายประการ ประกอบด้วย

    • บริษัทได้รับคำสั่งซื้อถุงขยะจากลูกค้าในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ประกอบกับด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลให้มีปริมาณการซื้อที่สูงขึ้นจึงส่งผลให้ลูกค้าในต่างประเทศเพิ่มคำสั่งซื้อมากขึ้น
    • บริษัทได้รับคำสั่งซื้อถุงใช้ซ้ำ (Reusable bags) จากลูกค้าต่างประเทศ และได้รับคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากลูกค้าในประเทศด้วยเช่นกัน
    • การลดลงของค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (non-recurring expenses)
    • ค่าเงินบาทอ่อนค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าของบริษัท อย่างไรก็ดี การที่เงินบาทอ่อนค่าขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) ที่บริษัทเข้าทำเพื่อบริหารความเสี่ยงและลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน กล่าวคือ ทำให้บริษัทได้รับผลขาดทุนจากการ Mark to Market สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดังกล่าว ตามมาตรฐานบัญชี IFRS 9 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เป็นปีแรก
    • ค่าเงินจ๊าดค่อนข้างคงที่ ทำให้ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าดลดลง
    • ด้วยการบริหารต้นทุนการผลิตของ Consumables อย่างใกล้ชิด ประกอบกับราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มลดลง จึงทำให้ต้นทุนการผลิตของ Consumables ลดลงอย่างต่อเนื่อง
    • แนวโน้มการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น ถุงขยะ, ถุงใช้ซ้ำ และถุงเปิดปาก มีแนวโน้มสูงขึ้นเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)