นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

 

คณะกรรมการบริษัท บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายจ้างของพนักงาน ("บริษัท") ออกประกาศบริษัท เรื่อง นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้าง ("พนักงาน") พึงรับทราบ เกี่ยวกับสิทธิและเงื่อนไขต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ บริษัท จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศฉบับนี้เรียกว่า “ประกาศบริษัท เรื่อง นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” และให้มีผล บังคับใช้นับแต่วันที่บริษัทประกาศเป็นต้นไป

ข้อ 2 บรรดาประกาศ ระเบียบ คำสั่ง คู่มือการปฏิบัติงานของบริษัท และ/หรือ แนวปฏิบัติงานใดๆ ที่ บริษัทได้ออกบังคับใช้ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปตราบเท่าที่ ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดในประกาศนี้ โดยหากมีข้อความ หรือถ้อยคำใดๆ ที่ขัด/หรือแย้ง กับประกาศฉบับนี้ ให้ถือเอาข้อความ/ถ้อยคำในประกาศฉบับนี้มีผลบังคับ แต่ทั้งนี้ไม่มีผลให้ การปฏิบัติที่ผ่านมาก่อนประกาศฉบับนี้เสียไป เว้นแต่จะได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น

ข้อ 3 การประมวลผลข้อมูลที่ระบุไว้ ภายใต้ประกาศบริษัทฉบับนี้ ถือเป็นการดำเนินการที่บริษัท จำเป็นต้องดำเนินการในฐานะนายจ้าง ในลักษณะที่ (ก) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตาม สัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งพนักงานทุกคนเป็นคู่สัญญา (ข) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตาม กฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ การคุ้มครองแรงงานและการประกันสังคม สำหรับ พนักงาน และ (ค) เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายของนายจ้าง เช่น หน้าที่เกี่ยวข้องกับการ ชำระภาษีอากร และหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ดังนั้น ถือว่า ตราบเท่าที่พนักงาน ยังคงสถานะ เป็นพนักงานของบริษัทอยู่ บริษัทในฐานะนายจ้าง ย่อมมีสิทธิที่จะเก็บ รวบรวม ใช้ ประมวลผล รวมถึงเปิดเผยข้อมูล ของพนักงานได้ตามจุดประสงค์ที่ระบุไว้

ข้อ 4 บริษัทอาจปรับปรุงประกาศฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติและกฎ หมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงาน หรือการดำเนินการให้การคุ้มครองแรงงานหรือสวิสดิการต่างๆ แก่พนักงาน ทั้งนี้ บริษัทจะแจ้งให้ พนักงานทราบถึงการเปลี่ยนแปลง ด้วยการติดประกาศฉบับปรับปรุงใหม่ที่สำนักงานของ บริษัท โดยประกาศนั้นจะถือว่ามีผลบังคับใช้ เมื่อบริษัทได้ประกาศ

ข้อ 5 บริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ดังต่อไปนี้ จากแหล่งที่มา ดังนี้ (ก) ได้รับโดย ตรงจากพนักงาน (ข) ได้รับจากแหล่งข้อมูลอื่นที่น่าเชื่อ เช่น ที่ทำงานก่อนหน้าของพนักงาน ผู้ ให้บริการตรวจสอบประวัติ ผู้ให้บริการจัดหาแรงงานต่างๆ หรือ (ค) จากการรวบรวม ประเมิน ผลด้วยดุลพินิจของบริษัท ในฐานะนายจ้าง ระหว่างการว่าจ้างงาน ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

1 ข้อมูลที่บ่งชี้ตัวตนพนักงานได้โดยตรง อาทิ ชื่อ เลขที่และสำเนาบัตรประจำประชาชน อายุ สัญชาติ วันเกิด
2 ข้อมูลการติดต่อ อาทิ ที่อยู่ สถานที่ติดต่อ เบอร์โทร อีเมล
3 ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติในการทำงาน เช่น ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ความ สามารถต่างๆ ประวัติอาชญากรรม ประวัติสุขภาพ
4 ข้อมูลการชำระเงิน อาทิ รายละเอียดเพื่อการชำระเงิน เช่น บัญชีธนาคาร ประวัติการเบิก จ่ายเงินต่างๆโดยพนักงานรายนั้นๆ เงินเดือน เลขที่ประกันสังคม รายละเอียดประกันชนิด ต่างๆ รวมถึงรายละเอียดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้ามี)
5 ข้อมูลการทำงาน เช่น ประวัติการเข้าทำงาน โดยระบบบันทึกการทำงานในรูปแบบต่างๆ แบบประเมินความสามารถและการวัดผลต่างๆ ประวัติการลา

ข้อ 6 บริษัทมีวัตถุประสงค์หลักในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ที่ระบุไว้ในข้อ 5 ภายใต้กรอบการประมวลผลหลักที่ระบุไว้ในข้อ 3 ดังนี้

1 บริษัทมีความจำเป็นเก็บ รวบรวม ใช้ ประมวลผลข้อมูลที่บ่งชี้ตัวตนโดยตรงของพนัก งานและข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติในการทำงาน เพื่อการประเมินความเหมาะสมในการ จ้างพนักงานดังกล่าว ทั้งในขณะก่อนการว่าจ้างแรงงาน และระหว่างการว่าจ้างแรงงาน ซึ่งบริษัทอาจทบทวนปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวให้ทันสมัยได้ตลอดระยะเวลาการจ้าง เพื่อจุด ประสงค์การพิจารณาความเหมาะสมของพนักงานดังกล่าว
2 บริษัทมีความจำเป็นเก็บ รวบรวม ใช้ ประมวลผลผลข้อมูลการติดต่อของพนักงาน เพื่อ การติดต่อประสานงานกับพนักงาน ในกรณีต่างๆที่จำเป็น
3 บริษัทมีความจำเป็นเก็บ รวบรวม ใช้ ประมวลผลข้อมูลการชำระเงินของพนักงาน เพื่อ การปฏิบัติหน้าที่จ่ายค่าตอบแทน และสวัสดิการผลประโยชน์ต่างๆ ในการจ้างงาน ให้แก่ พนักงาน โดยสอดคล้องกับหน้าที่ที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน และเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ ในการชำระภาษีอากร รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคม และสวัสดิการที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้
4 บริษัทมีความจำเป็นเก็บ รวบรวม ใช้ ประมวลผลข้อมูลการทำงานของพนักงาน เพื่อ การประเมินความสามารถ และประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานแต่ละราย หรือใช้ ในการบังคับมาตรการลงโทษต่อพนักงานที่อาจปฏิบัติไม่สอดคล้อง หรือละเมิดหน้าที่การ จ้างงานที่กำหนดไว้ ซึ่งถือเป็นการใช้สิทธิที่บริษัทมีในฐานะนายจ้าง ภายใต้สัญญาจ้าง แรงงาน และเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท

ข้อ 7 บริษัทประกาศกำหนด เงื่อนไขการเก็บ และรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานไว้ตลอด ระยะเวลาสัญญาจ้างแรงงานของพนักงานแต่ละคน และ 3 ปีหลังจากการยกเลิกสัญญาจ้างแรง งานดังกล่าว ทั้งนี้ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายหลังสิ้นสุดการจ้างแรงงานนั้น เป็น กรณีบริษัทอาจมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการปกป้องและต่อสู้สิทธิ อันชอบด้วยกฎหมายต่างๆของบริษัท

ข้อ 8 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่นายจ้าง ภายใต้สัญญาจ้างแรงงาน บริษัทแจ้งความจำเป็น ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ภายใต้หลักการ ดังนี้

1 เปิดเผยให้แก่ผู้ให้บริการภายนอกของบริษัท ที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทให้ช่วยเหลือ สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่นายจ้าง เพื่อประโยชน์ของพนักงาน เช่น ผู้ให้บริการประกัน ผู้ให้บริการบริหารจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ (HRM) หรือให้บริการพัฒนาบุคลากร (HRD) หรือผู้ให้บริการสนับสนุนด้านอื่นๆ โดยจะเป็นการเปิดเผย บนหลักการเท่าที่ จำเป็น เท่านั้น
2 เปิดเผยด้วยการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ในระบบ ระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้บริการ ได้แก่ Google Cloud Platform, ตั้งเซิฟเวอร์ด้วยตนเอง
3 เปิดเผยตามหน้าที่ที่บริษัทมีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้แก่หน่วยงานภาครัฐต่างๆ เช่น กรมสรรพากร หรือสำนักงานประกันสังคม หรือการเปิดเผยในกรณีบริษัทอยู่ภายใต้ บังคับคำพิพากษา หรือคำสั่งของหน่วยงานราชการ ให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว โดยบริษัท จะดำเนินการ เพียงเท่าที่จำเป็นตามหน้าที่ดังกล่าว เท่านั้น

ข้อ 9 บริษัทรับประกันจัดให้มีมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการ เข้าถึง การใช้ การเปลี่ยนแปลง การแก้ไข หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน โดย ปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ เพื่อรักษาความลับ และความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งนี้บริษัท จะจัดให้มีการทบทวนมาตรการดังกล่าวเป็นระยะเพื่อความเหมาะสม ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 10 บริษัทยืนยันสิทธิตามกฎหมายของพนักงาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้

1 สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงสิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุค คลให้เป็น ปัจจุบันและถูกต้อง
2 สิทธิขอรับหรือขอให้ส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่บริษัททำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือ ใช้งานโดยทั่วไปด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ ไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น
3 สิทธิคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
4 สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคล ได้ เมื่อข้อมูลนั้นหมดความจำเป็นหรือเมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลถอนความยินยอม
5 สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้ ในกรณีเมื่อเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้อง ลบ หรือ เมื่อ ข้อมูลดังกล่าวหมดความจำเป็น
6 สิทธิถอนความยินยอม ในการประมวลผลข้อมูลที่พนักงานเคยให้ไว้
ทั้งนี้ พนักงานสามารถติดต่อมายังบริษัท เพื่อดำเนินการขอใช้สิทธิข้างต้นได้ ตามราย ละเอียดการติดต่อที่บริษัทได้กำหนดไว้ในข้อ 11 โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และบริษัทจะพิจารณา และแจ้งผลการพิจารณาคำร้องของพนักงานให้ทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ ได้รับคำร้องขอดังกล่าว

ข้อ 11 บริษัทกำหนดแต่งตั้งบุคคล ดังต่อไปนี้เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการ เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ภายใต้ประกาศฉบับนี้

รายละเอียดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ / เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO)

ชื่อ: นางสาวดวงพร วงษ์ทัพ
สถานที่ติดต่อ: 42/174 หมู่ 5 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม 73210
เบอร์ติดต่อ: 024290354-7
อีเมล: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ประกาศ ณ วันที่ 22 กันยายน 2020

 

 

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ผลิตและส่งออก บรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในประเทศไทย

บริษัท ผลิตและส่งออก บรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในประเทศไทย ("บริษัท") เป็นผู้พัฒนาและเจ้าของ ผลิตและส่งออก บรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นบริการ หนึ่งของบริษัท ("บริการ") เมื่อท่านสมัครบัญชีใช้งานของบริษัทผ่าน ผลิตและส่งออก บรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในประเทศไทย ท่านจะถือว่าเป็น ผู้ใช้บริการของบริษัท ("ผู้ใช้บริการ") และในการให้บริการแก่ท่าน บริษัทมีความ จำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ ดังนั้น บริษัทจึงมีจุดประสงค์ประกาศนโยบาย คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ขึ้น เพื่อแจ้ง เกี่ยวกับ สิทธิและหน้าที่ รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ อันเกี่ยว เนื่องกับการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลที่บริษัท จะดำเนินการให้ผู้ใช้บริการ ในฐานะผู้ใช้บริการรับทราบ

นโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ มีผลใช้บังคับกับการให้บริการของบริษัทเท่านั้น ไม่มีผลใช้บังคับ กับ แอปพลิเคชั่นและบริการหรือเว็บไซต์อื่นๆ ที่อาจมีการเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นของบุคคลภายนอก ที่บริษัทไม่มี อำนาจ ควบคุม และเป็นส่วนที่ผู้ใช้บริการต้องทำความตกลง และศึกษาเกี่ยวกับนโยบายข้อมูลส่วน บุคคล สำหรับ การใช้แอปพลิเคชั่น บริการ หรือเว็บไซต์ดังกล่าวแยกต่างหาก

หากผู้ใช้บริการไม่ตกลงตามเงื่อนไขของนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ หรือฉบับแก้ไขอื่นๆ บริษัท สงวนสิทธิที่จะห้าม หรือไม่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการดังกล่าวใช้บริการของบริษัท เนื่องจากการประมวล ผลข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้นโยบายฉบับนี้ มีความผลจำเป็นโดยตรงต่อ การปฏิบัติตามหน้าที่ให้ บริการโดยบริษัทแก่ ผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ การที่ผู้ใช้บริการยังคงใช้บริการของบริษัทอยู่ ผู้ใช้บริการ ดังกล่าว จะถือว่า ยอมรับนโยบายฉบับนี้เสมอ

บริษัทอาจปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติและกฎหมาย ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และให้สอดคล้องกับการให้บริการต่างๆของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทจะแจ้งให้ผู้ใช้ บริการทราบถึงการเปลี่ยนแปลงด้วยการประกาศนโยบายฉบับปรับปรุงใหม่ให้ผู้ใช้บริการทราบ โดย นโยบาย นั้นจะถือว่ามีผลบังคับใช้ เมื่อบริษัทได้ประกาศ

ลักษณะข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทประมวลผลในการให้บริการของบริษัท

ในการให้บริการ บริษัทจะเก็บรวบรวม และประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล จากการที่ผู้ใช้บริการดำเนิน การผ่านระบบการให้บริการ ดังต่อไปนี้

  1. ข้อมูลที่บ่งชี้ตัวตนโดยตรง อาทิ ชื่อ อายุ สัญชาติ วันเกิด
  2. ข้อมูลการติดต่อ อาทิ ที่อยู่ สถานที่ติดต่อ เบอร์โทร อีเมล
  3. ข้อมูลการชำระเงิน อาทิ รายละเอียดการชำระเงิน บัตรเครดิต และบัญชีธนาคาร
  4. ข้อมูลการใช้บริการ อาทิ ชื่อบัญชีผู้ใช้ รหัสผ่าน ประวัติการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ผู้ใช้บริการ ดำเนินการ รวมถึง ความสนใจของต่างๆ ของผู้ใช้บริการ
  5. ข้อมูลทางเทคนิคในการระบุตัวตน อาทิ หมายเลขระบุตำแหน่งคอมพิวเตอร์ (IP Address) ข้อมูลการใช้งาน การตั้งค่าและการเชื่อมต่อบราวเซอร์ของอุปกรณ์ที่ผู้ใช้บริการ ใช้ในการใช้ บริการของบริษัท

วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูล

  1. บริษัทมีความจำเป็นเก็บ รวบรวม ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อการให้บริการที่ กำหนดและระบุไว้สำหรับแต่ละเงื่อนไขการให้บริการของบริษัท อันรวมถึง เพื่อการยืนยันตัว ตนและติดตามในการทำธุรกรรมต่างๆของผู้ใช้บริการ เพื่อการตรวจสอบเงื่อนไขการชำระเงิน ค่าบริการ เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้บริการ เป็นต้น
  2. บริษัทมีความจำเป็นเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อการวิเคราะห์ความสนใจ ของผู้ใช้บริการ เพื่อให้สามารถเสนอสิทธิประโยชน์หรือบริการ ตามความสนใจของผู้ใช้ บริการได้มากขึ้น หรือ เพื่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างบริษัทและผู้ใช้บริการ
  3. บริษัทมีความจำเป็นจัดเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อวัตถุประสงค์ในการ ให้บริการสนับสนุนอื่นๆ เช่น การติดต่อสอบถามข้อมูลติชมแสดงความคิดเห็นหลังการบริการ หรือ การส่งคำร้องต่างๆ
  4. บริษัทมีความจำเป็นจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อปฏิบัติตามข้อกฎหมาย และ ระเบียบบังคับใช้ของรัฐ เช่น การจัดทำเอกสารภาษี หัก ณ ที่จ่าย หรือการดำเนินการอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ บริษัทจะเก็บและรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการไว้ตลอดระยะเวลา ตราบเท่าที่ผู้ใช้ บริการยังคงเป็นผู้ใช้บริการของบริษัทอยู่ และบริษัทสงวนสิทธิเก็บข้อมูลไว้อีกเป็นระยะเวลา 3 ปีหลัง จากผู้ใช้บริการยกเลิกการใช้บริการ เพื่อประโยชน์ในการปกป้อง และต่อสู้สิทธิต่างๆของบริษัท เว้น แต่ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดให้บริษัทมีหน้าที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้เป็นระยะเวลาอื่น บริษัทอาจมี ความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลไว้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 3 ปี

การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

เพื่อการให้บริการ ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ บริษัทอาจมีความ จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ ใช้บริการ ในกรณี ดังนี้

  1. บริษัทอาจมีความจำเป็นเปิดเผยให้แก่ผู้ให้บริการภายนอกของบริษัท ที่ได้รับการว่าจ้างจาก บริษัทให้ช่วยเหลือสนับสนุนการให้บริการของบริษัท เช่น ที่ปรึกษา ผู้รับจ้างให้บริการ ผู้รับ จ้างขนส่ง รวมถึงผู้ให้บริการภายนอกที่ให้บริการประเมินการบริการของบริษัท เช่น Google Analytics ทั้งนี้บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
  2. บริษัทอาจเปิดเผยด้วยการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ในระบบระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้บริการ ได้แก่ Google Cloud Platform, ตั้งเซิฟเวอร์ด้วยตนเอง
  3. บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูล ด้วยความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปกป้องและต่อสู้สิทธิของบริษัท หรือเพื่อการป้องกันและตรวจสอบลักษณะการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการของบริษัท โดยผู้ใช้บริการ ในลักษณะต่างๆ โดยบริษัทจะดำเนินการดังกล่าวเท่าที่จำเป็น เท่านั้น
  4. ในกรณีที่บริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมาย หรืออยู่ภายใต้บังคับคำพิพากษา หรือคำสั่งของ หน่วยงานราชการ บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลให้แก่ หน่วยงานดังกล่าว เพื่อ เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ที่มีตามกฎหมาย

Cookies ที่บริษัทใช้ในการให้บริการ

Cookies คือ text files ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการ ใช้เพื่อจัดเก็บรายละเอียดข้อมูล log การ ใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือพฤติกรรมการใช้บริการของผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ เพื่อรับประกันประสิทธิภาพใน การให้บริการของบริษัทแก่ผู้ใช้บริการ บริษัทมีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้หลายประเภทเพื่อจุดประสงค์ ต่างกันไป ดังที่ระบุต่อไปนี้

  1. Functionality Cookies: ใช้ในการจดจำสิ่งที่ผู้ใช้บริการเลือก หรือตั้งค่าบนแพลตฟอร์ม เช่น ชื่อบัญชีผู้ใช้ ภาษา ฟ้อนต์ และรูปแบบแพลตฟอร์ม เพื่อการนำเสนอข้อมูลที่ตรงความต้องการ เฉพาะบุคคล ให้แก่ผู้ใช้บริการได้มากขึ้น ตามการตั้งค่าต่างที่เลือกไว้
  2. Advertising Cookies: ใช้ในการจดจำสิ่งที่ท่านเคยเยี่ยมชมและรวมถึง ลักษณะการใช้ บริการของผู้ใช้บริการ เพื่อนำเสนอสินค้า หรือบริการที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของ ผู้ใช้บริการ และใช้เพื่อการประเมินประสิทธิผลของการใช้ฟังก์ชั่นต่างๆของระบบ
  3. Strictly Necessary Cookies เป็นคุกกี้ประเภทที่มีความจำเป็นอย่างมากต่อการทำงานเพื่อ การให้บริการของบริษัท มีความจำเป็นเพื่อให้การใช้บริการโดยผู้ใช้งานสามารถทำได้ อย่างทั่วถึงและปลอดภัย

แม้ว่าการใช้คุกกี้จะมีประโยชน์ในการเสริมประสิทธิภาพในการให้บริการ และการทำงานให้บริการ ของบริษัท แต่หากผู้ใช้บริการต้องการ ผู้ใช้บริการสามารถลบการตั้งค่าคุกกี้บน Browser ของตน เองได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการต้องรับทราบว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อประ สิทธิภาพในการทำงานให้บริการของบริษัทได้ในบางส่วน ตามจุดประสงค์การทำงานของคุกกี้ที่ระบุไว้

คำรับประกันการดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในข้อมูลที่เหมาะสม

บริษัทรับประกันจัดให้มีมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกัน การเข้าถึง การใช้ การเปลี่ยนแปลง การแก้ไข หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดย มิชอบ นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดแนวปฏิบัติภายในเพื่อกำหนดสิทธิในการเข้าถึงหรือการใช้ข้อมูล ส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อรักษาความลับ และความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งนี้ บริษัทจะจัดให้มีการทบทวนมาตรการดังกล่าวเป็นระยะเพื่อความเหมาะสม ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สิทธิของเจ้าของข้อมูล

บริษัทรับทราบ และเคารพสิทธิตามกฎหมายของผู้ใช้บริการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ของท่านผู้ใช้บริการ ซึ่งได้แก่ สิทธิ ดังนี้

  1. สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงสิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลดังกล่าวให้ เป็นปัจจุบันและถูกต้อง
  2. สิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่บริษัททำให้ข้อมูลนั้นอยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้ งานโดยทั่วไปด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ รวมถึง สิทธิขอให้ส่งหรือ โอน ข้อมูลรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น
  3. สิทธิคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
  4. สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เมื่อข้อมูลนั้นหมดความจำเป็นหรือเมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลถอนความยินยอม
  5. สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้ ในกรณีเมื่อเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องลบ หรือ เมื่อข้อมูลดังกล่าวหมดความจำเป็น
  6. สิทธิถอนความยินยอม ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้บริการเคยให้ไว้

ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อมายังบริษัท เพื่อขอใช้สิทธิข้างต้นได้ ตามรายละเอียดการติดต่อที่ บริษัทได้กำหนดไว้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และบริษัทจะพิจารณา และแจ้งผลการพิจารณาการ ขอใช้สิทธิ ให้ผู้ใช้บริการทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่เราได้รับคำร้องขอดังกล่าว

ช่องทางการติดต่อ

รายละเอียดผู้ควบคุมข้อมูล

ชื่อ: บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน)
สถานที่ติดต่อ: 42/174 หมู่ 5 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม 73210
ช่องทางการติดต่อ: 024290354-7
อีเมล: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
เว็บไซต์: www.tpbigroup.com

รายละเอียดเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO)

ชื่อ: นางสาวดวงพร วงษ์ทัพ
สถานที่ติดต่อ: 42/174 หมู่ 5 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม 73210
ช่องทางการติดต่อ: 024290354-7
อีเมล: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

สื่อสาร_Sustainability_2020_ขึ้นเว็บ_THSI.jpg

สื่อสาร_Sustainability_2020_ขึ้นเว็บ_CG.jpg